บทที่ 1 แพศยา !

“เพล้ง ! ”

           “ว้าย ! กรี๊ด ! ” เสียงกรอบรูปถูกเขวี้ยงลงพื้นจนแตกกระจาย ตามด้วยเสียงกรีดร้องของเหล่าคนรับใช้ภายในบ้าน

           “เอาของพวกนี้ไปทิ้งให้หมด เอาออกไป ! ” เขาโยนของทุกอย่างที่เป็นความทรงจำของเขาและผู้หญิงคนนั้นโยนทิ้งลงบนพื้น ขาแกร่งหยิบกุญแจรถขับตรงไปยังไนต์คลับที่ตนชอบไปนั่งดื่ม

           แก้วบรั่นดีถูกมือแกร่งกระดกเข้าปากหลาย ต่อหลายครั้ง ราวกับว่ามันคือน้ำเปล่าไม่มีฤทธิ์แอลกอฮอล์ใด ๆ จนภูผาเพื่อนสนิทต้องรั้งแขนเพื่อนรักของตัวเองเอาไว้ก่อน

           “ไอ้กองทัพ ใจเย็น ๆ นี่มึงเป็นอะไร ดื่มเร็วแบบนี้ เดี๋ยวก็เมาเร็วหรอก”

           “เมาก็ดี เผื่อกูจะได้ลืมผู้หญิงคนนั้นไปได้บ้าง !” ประโยคสุดท้ายน้ำเสียงพูดราวกับกัดลอดไรฟัน  ว่าจบก็สะบัดมือที่ถูกเพื่อนรั้งไว้พร้อมกับยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มไม่สนคำห้ามปรามใด ๆ

ผู้หญิงแพศยา ! ร่างสูงโปร่งร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความโมโห เมื่อนึกถึงภาพที่เพิ่งผ่านสายตามา พร้อมกับยกแก้วบรั่นดีขึ้นดื่ม 

คลิปวิดีโอและภาพเคลื่อนไหวของหนุ่มสาวที่กำลังเล่นบทรักอันเล่าร้อนฉายชัดขึ้นมาในภาพความทรงจำ เสื้อเชิ้ตสีฟ้าคาดขาว คือเสื้อที่เพื่อนรักของเขาใส่เมื่อช่วงบ่าย เขาจำมันได้ดี เดรสสีดำตัวนั้นที่หล่อนใส่ เขาก็จำได้ เพราะเขาเป็นคนเลือกมันให้เธอเองกับมือ  !

ภูผาได้แต่ส่ายหัวมองดูเพื่อนรักของตัวเองอย่างเงียบ ๆ  รู้ดีว่าต่อให้ถาม ถ้าเพื่อนไม่พร้อมจะตอบ ก็เท่านั้น

“เฮ้ย ! แล้วมึงจะไปไหนไอ้กองทัพ ! ” 

           ร่างสูงโปร่งหยิบกุญแจรถปลดล็อกแล้วพาตัวเองขึ้นไปนั่งก่อนจะกดสตาร์ทรถออกไป ท่ามกลางเสียงร้องเรียกของภูผาที่ดังไล่ตามหลัง ก่อนที่ตัวเขาจะรีบขับรถของตัวเองตามออกไปติด ๆ

           เสียงเพลงในรถถูกเปิดอัดเข้าโสตประสาทตอกย้ำความเจ็บปวดให้กับความรักโง่ ๆ ของตัวเอง 

           ผู้หญิงที่แสนดี

           ผู้หญิงที่แสนซื่อ

           แท้ที่จริงแล้วก็เป็นผู้หญิงที่เห็นแก่เงิน !

           มือแกร่งเอื้อมไปหยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงที่วางอยู่ใกล้ ๆ ช่องแอร์ พร้อมกับเปิดกล่องออกดูพึมพำกับตัวเองเบา ๆ มือสั่นเทา ดวงตาคลอไปด้วยน้ำใส ๆ ที่เตรียมจะเอ่อล้นเพชรเม็ดงามแวววาวยังไม่เด่นชัดเท่าภาพเปลือยของชายหญิงที่เขาได้เห็นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน

           “ทำไมเธอถึงทำร้ายหัวใจของฉันได้ขนาดนี้ ! ” น้ำใส ๆ ไหลลงจากหางตา เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น เสียงแตรดังลั่นพร้อมกับไฟจ้า ดวงตาเรียวเบิกโพลง พร้อมกับเสียงชนที่ดังสนั่นหวั่นไหว ท่ามกลางความตกใจของภูผาซึ่งขับรถตามหลังมา

           “โครม ! ”

           “ไอ้กองทัพ ! ”

           ดวงตาเรียวนึกถึงใบหน้าของใครบางคน ผู้หญิงที่เขาเคยคิดจะมอบทั้งชีวิตของเขาให้กับเธอ มันกำลังพังทลาย เลือดสีแดงฉานไหลอาบทั่วใบหน้าพร้อมกับดวงตาที่ค่อย ๆ ปิดลง

สามปีให้หลัง

ร่างสูงโปร่งของอคินภัทร รัตนกาลวิโรจน์ ชื่อเล่น กองทัพ อายุ 28 ปี ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงหรือประธานบริษัท ออเรเลีย แกรนด์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ( Aurelia Grand Hospitality Group ) ดวงตาเรียวคมราวกับเหยี่ยว มีความดุดัน ผมสีดำขลับถูกจัดทรงมาเป็นอย่างดี คิ้วเข้มเรียงตัวสวย จมูกโด่งรั้นนั้น บ่งบอกถึงความดื้อรั้นและเอาแต่ใจของเจ้าของใบหน้า ริมฝีปากหยักได้รูป แต่ก็เซ็กซี่ชวนให้น่ามอง เขาเพิ่งลงจากเครื่องหลังจากที่เขาไปดูงานที่ต่างประเทศมา ข้อความจากฝ่ายบุคคลถูกส่งมาหาเขาพร้อมกับสิ่งที่เขาสั่งงานเธอเอาไว้ ขาเรียวก้าวขึ้นรถคันงามที่มีคนขับรถมาจอดรอรับตามเวลาที่เขากำหนด

           “ไปบริษัท” เขาสั่งเสียงเรียบ

           “ครับ”

ลลิตา วิสุทธิ์ธารา ส่วนสูง 165 น้ำหนัก 48 ขาเรียวยาว เดินตามหลังผู้จัดการฝ่ายบุคคลไปยังห้องทำงานห้องหนึ่งหลังจากที่เธอได้ผ่านการสัมภาษณ์งานในตำแหน่งเลขานุการบริษัทที่มีชื่อเสียงมาก ๆ อย่าง ออเรเลีย แกรนด์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ใจเธอเต้นแรงราวกับว่ามันจะทะลุออกมาข้างนอกอย่างไรอย่างนั้น

           “เอาล่ะลิตา เธอรออยู่ที่ห้องนี้ก่อนนะ เรื่องงานเดี๋ยวท่านประธานจะเข้ามาคุยกับลิตาเอง”

           “ขอบคุณพี่วิภามากค่ะ” เธอกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลแถมยังเป็นรุ่นพี่ที่เคยสนิทกับเธอครั้นตอนที่เธอเรียนอยู่มหาวิทยาลัยก่อนจะย้ายไปต่างประเทศเพราะปัญหาเรื่องส่วนตัว 

           ร่างบางลุกขึ้นมองสำรวจห้องทำงานที่ถูกออกแบบและตกแต่งไว้อย่างมีสไตล์ นึกชื่นชมคนออกแบบ โทนสีเข้มของห้องนั้น ดูท่าว่าเจ้านายของเธอจะเป็นคนที่เคร่งขรึมและจริงจังกับการทำงานแน่ ๆ ชุดกระโปรงที่เธอสวมใส่ รองเท้าส้นสูงและเสื้อสูท ผมที่ถูกรวบเอาไว้ทำให้เธอดูเป็นผู้หญิงที่มีความมั่นใจ และสวยเอามาก ๆ แม้ว่าจะสวมแว่นสายตาไว้ก็ตาม นาฬิกาข้อมือถูกหมุนขึ้นมาเพื่อดูเวลา บ่งบอกว่าใกล้เย็นแล้ว ดวงตากลมโตค่อย ๆ สำรวจมองตามรางวัลต่าง ๆ ที่ได้รับจากการบริหาร ก่อนที่ใจเธอจะเต้นระรัวยิ่งขึ้นเมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนรางวัลต่าง ๆ จนเธอต้องหยิบมาดูเพื่อให้แน่ใจ

           “อคินภัทร รัตนกาลวิโรจน์”

           “ใครใช้ให้คุณเข้ามาในห้องทำงานผม ! ”

           “ว้าย ! ” เธอร้องอุทานเมื่อได้ยินเสียงพูดที่ดังอยู่ข้าง ๆ ใบหูของเธอ ความรีบร้อนทำให้เธอหมุนตัวเร็ว รองเท้าส้นสูงที่เธอสวมใส่นั้นเกิดเสียการทรงตัวแต่ดีว่ามือแกร่งของใครบางคนโอบเอวคอดกิ่วของเธอเอาไว้ ดวงตาทั้งคู่จ้องมองกันเพียงไม่กี่วินาที แต่เหมือนกับว่าหยุดโลกเอาไว้ทั้งใบ ก่อนที่ลิตาจะค่อย ๆ ได้สติผละตัวเองออกจากการเกาะกุมของเขา

           “ดิฉันขอโทษค่ะ พอดีผู้จัดการฝ่ายบุคคลให้ดิฉันเข้ามารอในห้องนี้” เธอตอบอ้อมแอ้มในประโยคแรกเล็กน้อย ดวงใจยิ่งเต้นแรง เมื่อสัมผัสได้ว่าเรียวตาคมของเขากำลังสำรวจเธออยู่

           “อ่อ ! คุณเป็นเลขาคนใหม่ของผมสินะ” เขาปรับน้ำเสียงเรียบ คลายความดุดันลงเล็กน้อย

           “ผม อคินภัทร” เขาพูดพร้อมกับยื่นมือไปข้างหน้า เป็นการทักทายแบบสากล แต่หญิงสาวกลับยกมือขึ้นพนมกล่าวสวัสดีเป็นภาษาไทยเสียอย่างนั้น

           “สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อลลิตา”

           ร่างสูงโปร่งหรี่ตามองหญิงสาวตรงหน้าก่อนจะค่อย ๆ ดึงมือของตัวเองกลับ แล้วเดินอ้อมไปนั่งฝั่งตรงข้ามของหญิงสาว พร้อมกับผายมือให้เธอนั่งลง ก่อนที่บทสนทนาของเขาและเธอจะเริ่มขึ้น ร่างสูงโปร่งบอกหน้าที่การทำงานให้สาวสวยตรงหน้าของเขาได้ฟัง โดยที่ดวงตาเรียวคมจับจ้องมองดูเธอจดบันทึกลงใส่สมุด บางสิ่งบางอย่างมันสะกิดที่หน้าอกข้างซ้ายของเขาอย่างแปลก ๆ

           “เอาล่ะ ผมคิดว่างานที่ผมแจ้งคุณไป คงไม่ยากเกินหรอกใช่ไหม”

           “ไม่เลยค่ะ สบายมาก” เธอตอบกลับพร้อมกับส่งยิ้มหวานมาให้กับเขา ชั่วขณะหนึ่งใจเขาก็กระตุกวูบ ดวงตากลมโตของเธอสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะหุบยิ้มทันทีเมื่อเห็นคิ้วเรียวหนาของชายหนุ่มกระตุกเข้าหากัน

           “ดี ผมหวังว่าคุณคงจะทำได้อย่างที่พูด” เขาพูดเสียงเข้ม น้ำเสียงดุดันทำให้ร่างบางรู้สึกเกร็งขึ้นมาเสียดื้อ ๆ

           “ท่านประธานจะให้ดิฉันเริ่มงานวันไหนดีคะ” เธอถามเสียงเรียบสบดวงตาเรียวของเขา

           “พรุ่งนี้ ! ”

ลลิตากลับมาถึงคอนโดที่เธอซื้อเอาไว้ เพราะเหตุผลบางอย่างทำให้เธอต้องกลับมาที่ไทย นึกถึงใบหน้าอันหล่อเหลาของเจ้านายหนุ่มของเธอ ดวงตาเรียวคมของเขา ไม่เหมือนที่เธอเคยเห็นอีกแล้ว มันมีแต่ความดุดัน เกรี้ยวกราด ไม่คิดเลยว่าโลกจะกลมให้เธอกับเขาได้กลับมาพบกันอีก เมื่อนึกถึงสัมผัสที่เขาโอบเธอแม้จะเป็นแค่เพียงอุบัติเหตุแต่กลับทำให้ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้

           เธอจำใบหน้าหล่อเหลาของเขาได้เป็นอย่างดี แม้ว่าเขาคงจะจำเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ 

           ดวงตาสวยแหงนขึ้นมองดวงจันทร์ที่อยู่บนท้องฟ้าในยามค่ำคืน วันพรุ่งนี้ เธอจะได้ทำงานร่วมกันกับเขาแล้วสินะ

บทถัดไป